ตีสองแล้ว ได้เวลาพร่ำเพ้อ
ช่วงนี้ก็มีไปเที่ยวเช่นเคยตามที่ต่างๆ
มีไปปาย ไปเขาใหญ่ แล้วก็เชียงรายล่าสุด
เชียงรายนี่ไปทำบุญกับ 3 หมู่บ้านชนเผ่า
เด็กน่ารักมาก ใสมาก อยากเอากลับบ้าน
คิดว่าจะต้องไปอีกแน่แน่
เรื่อง TMi ตอนแรกว่าจะปิดงบให้ทันเดือนธค.
แต่ทำไม่ได้ งานไม่จบ และเงินไม่เข้า
ก็ออกแนวปลงๆว่าเอาวะทำดีสุดแล้ว
และพูดตามตรงค่อนข้างเหม็นเบื่อกับเรื่องการปิดบริษัทนี้มาก
เหมือนทำอยู่คนเดียว
(ก็ใช่ ทำอยู่คนเดียวหนิ เออออ)
ที่ใครๆบอกว่าปิดบริษัทอ่ะยากกว่าเปิดร้อยเท่านะ
จริงๆเห็นด้วยครึ่งนึง เพราะมันก็ไม่มีอะไรมากอ่ะ สรุปบัญชี ขายของ
แต่มันเหนื่อยง่าย เพราะยิ่งใช้เวลามาก ยิ่งเสียเงินมาก
แล้วก็ไม่มีแรงขับเคลื่อนเชิงบวก ในเคสของดิชั้นนะ
มันจะออกแนวความคิดว่า เมื่อไหร่จะจบซักทีวะะะ
นั่นแหละ ที่ทำให้นอย ยิ่งนอยมันก็ยิ่งอืด
บางทีก็อยากทิ้งเม่งเลย ดูซิว่าถ้าทิ้งไปเลยไม่ทำอะไรมันจะเป็นยังไง
แต่ด้วยความงกเงินกลับสรรพากรมาปรับเลยฮึดสู้ต่อ 55
ผ่านมาห้าเดือนแล้ว ช่วงนี้สิวขึ้นมหาศาล
แก้อาการเครียดฝังในด้วยการใช้ชีวิตที่ชอบและอยู่กับเพื่อนที่รัก
ก็ช่วยได้บ้าง หน้าเลยยังไม่เน่าเฟะ
.
.
วางแผนไว้ว่าจะเสร็จภายในมีนานี้ แล้วมาเคลียร์ตังกัน เรื่องจะได้จบๆ
พูดถึงเรื่องนี้มีคนถามว่าทำบริษัทนี้แล้วได้อะไรบ้าง ในแง่บทเรียนนะ
มี 3 ข้อที่ได้ชัดเจนแจ๋วแหวว อ่านออกเสียงนะคะ
1. จงทำธุรกิจกับคนที่มีปัจจัย 3 ข้อนี้ครบถ้วน
เงิน/skillที่ใช่/ความเชื่อใจ
ถ้ามีไม่ครบมันต้องมีข้ออื่นที่โดดเด้งมากๆ
ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้
มีเงินอย่างเดียวไม่เข้าใจไม่มีskill /เอ่้ออ อย่า
เชื่อใจกันได้แต่ไม่มีเงิน(มากพอ) /เอ่อออออ
มีskillแต่ไม่มีใจไร้ความรับผิดชอบ /ออดดดดดด
เป็นต้น
ในเคส TMi นี้แรกเริ่มเดิมทีทุกคนมาแบบ ใจ ใจ ใจล้วนๆ
มาถึงจุดนึงที่มันไปต่อไม่ได้คือเรื่องของเงินและ skill
ลองคิดง่ายๆ
คือถ้าดิชั้นไปเรียนต่อ แต่ทุกคนทำงานออกแบบอยู่แล้ว มันก็ไปต่อได้
หรือแม้ทำงานออกแบบไม่ได้ แต่มีเงินมาต่อทุน มันก็ไปต่อได้เช่นกัน
เป็นเรื่องพลาดที่ basic มากเลยนะ แต่ตอนเริ่มมันไม่ได้คิดถึง
2. เรียนรู้สภาพของตัวเอง และวางแผนก่อนลงมือทำ
ตามภาษาชาวบ้านเรียก business plan
จั๊กเองก็เำพิ่งเข้าใจว่ามันไม่ใช่แค่เอกสารสวยๆไว้ยื่นกู้เงิน
หรือเป็น report วิชา marketing เท่านั้น
แต่มันจำเป็นอย่างยิ่ง ถ้าอยากให้บริษัทมันโต ทำกำไร และอยู่ต่อไปได้ยาว
เอาง่ายๆคือต้องรู้ก่อนเลยว่า ค่าใช้จ่ายต่อเดือนมีอะไรบ้าง เท่าไหร่
ต้องมี project เท่าไหร่ต่อเดือนเพื่อให้พอดีค่าใช้จ่าย และอีกเท่าไหร่เพื่อเป็นกำไร
และกำไรแบ่งไปทำอะไรบ้าง ไว้หมุน / จ้างคนเพิ่ม / ซื้ออุปกรณ์เพิ่ม โน่นนี่?
capacity ของมนุษย์ที่นั่งกันอยู่นี้ทำงานได้มากน้อยแค่ไหนต่อเดือน
และทุกอย่้างต้อง อ้างอิงความเป็นจริง
สุดท้ายที่สำคัญมากคือ ถ้าไม่รู้จะวางแผนยังไง ให้กล้าๆเข้าไว้
และไปถามเอากับคนที่เคยทำมาก่อน เค้าตอบได้
เปิดบริษัทก็เหมือนเลี้ยงหมา
เบื่อแล้วเอาไปปล่อยวัดไม่ได้ ต้องดูและเค้าไปจนวันตาย
3. เชื่อ guts ตัวเองเข้าไว้
คนที่ work ก็คือคนที่ work
คนที่ไม่work มันก็เป็นยังงั้นแหละ จริงๆ
บางที sense ของคนเราก็เชื่อถือได้นะ
แต่ไม่ใช่ first impression เจอกันครั้งแรกนะ
นั่นมันวัดอะไรไม่ได้เท่าไหร่ สำหรับดิชั้น
หมายถึงพอทำงานไปด้วยกันพักนึงจะรู้สึกได้
เชื่อเถอะ ความรู้สึกนั้นหนะ
supplier บางคนที่ขออะไรไป ตามให้ มีอะไรเดือดร้อนก็ช่วยกัน
ก็เป็นยังไงก็ยังงั้น รู้จักกันมา 5 ปีไม่เคยเปลี่ยน
และก็มีคนบา่งประเภทที่ อุ๊ยลืม เบลอ งง สัญญาแล้วหาย พูดแล้วไม่ทำ
เออ นั่น ตั้งแต่โปรเจคแรกที่ทำด้วยกันยันโปรเจคสุดท้ายก็เหมือนเดิม
หรือลูกค้าที่ดูทะเม่งๆ พูดจาสวยหรูแต่ขี้โกง ขี้ดึง ขี้เอาเปรียบ
พอรู้สึกได้แล้วก็อย่ารีรอ อย่าลังเล ที่จะตัดสินใจ
เพราะถ้ามัวแต่หวังว่าเดี๋ยวเค้าก็ดี เดี๋ยวมันก็คิดได้ เดี๋ยวก็ผ่านไป
เราก็จะเสียหายเสียตัวเสียใจกันไปซะแล้วนะฮ่ะ
———————————————————————————–
จบเรื่องเครียดบทเรียนแด่มนุษยชาติทั้งมวล
จริงๆนอกประเด็นมากเพราะจะมาเล่าเรื่องเรียนต่อ 555
ตอนนี้เริ่มทำ port ทำ application ส่ง
ได้ผลไอเอ้ลแล้ว ผลจากการเสียตังไปเรียนและฟิตอ่าน
ได้ 7.5 ดีใจมากกรี๊ดหน้าคอม
รู้สึกคุ้มค่าเงินที่เสียไป ไม่ต้องสอบใหม่
นั่งเลือกว่าจะสมัครที่ไหนบ้าง
ส่วนใหญ่ก็ sweden และ Holland ด้วยเหตุ 2 ประการ
1. มันเรียนฟรี /มีทุน
2. คอร์สน่าเรียน ไม่ต้องทำ report thesis
เป็นการ develop แนวคิดกับโปรเจคต่างๆ และก็ไม่เน้น commercial มาก
แรกเริ่้มเดิมทีตั้งใจจะไปเรียนเรื่อง branding หรือ design for business
แต่บอกตรงๆเบื่องานเพื่อขาย เพื่อตลาด ตอบกลุ่มเป้าหมายอะไรๆๆแล้ว
คือเชื่อใน impact ของมันนะ but I don’t believe in its value
esp. when it is for profitable corporation.
ส่วนเรื่องเอาตัวรอดหาเงินหาความสำเร็จไปวันๆ
ซีรีส์นั้นจบแล้ว ตัดไปแล้วตั้งแต่ตอนปิด TMi
อยากตั้งใจทำงานเพื่อความอยากของตัวเองบ้าง พูดสิ่งที่อยากพูด
.
.
2 ปีข้างหน้านี้ อยากทำแต่อะไรที่ means something
.
.
——————————————————————————
นอนคิดว่าจะให้ใครเขียน recommendation ให้บ้าง
ที่พอจะขอได้และแลดูเหมาะสมกับวาระโอกาสก็มี
1. ปะป๊าหรือมะม๊าพี่มาร์โก้ จบ RISD รุ่นเก๋า อาวุโส (designer)
2. พี่จิ เคยprojectด้วย ใจดีน่าจะขอได้ โคลัมเบีย (architect)
3. พี่จัมโบ้เจ้านายเก่า เป็นระดับเทพด้านวิศวะ ไม่ค่อยเกี่ยว (system engineer)
4. อาจารย์ใหญ่ ผู้สอนgraphicแก่พวกเรา
5. Stefan Sagmeister ฝันไปสิแก
6.พี่หมู หุ้นส่วน นายกสมาพันธ์สิ่งทอ (textile เกี่ยวเหรอวะ)
ว่าจะเลือกซัก 3 คนพอ
ส่งไปเยอะก็ดูยังไงยังไง เอาญาติมาเขียนรึเปล่า
มีแนะนำมั้ย ว่าพวกเอกสารแบบนี้เค้าอยากดูอะไรกันเป็นหลัก
(ตำแหน่ง/สายงาน/ความอาวุโสในหน้าที่การงาน/หรือการเกี่ยวข้องกัน?)
.
.
.
นั่นแหละ
ก็ไม่รู้จะลงยังไงนะที่สุดแล้ว
ขอพระว่า ขอให้ได้ไปในที่ๆเหมาะกับจั๊ก
ทีั่มีผู้คนและสถานการณ์ที่เราเข้าไปแล้วพอดี
เติบโต สนุก และคุ้มค่่า
เป็นที่ๆดีที่สุด ของจั๊กเอง
มันจะเป็นอะไรยังไงยังไง เดี๋ยวก็เจอกัน
รักนะเธอ
ก้าวไปอย่างมุ่งมั่นตั้งใจไฉไลงดงาม
ทุกท่านนะ
——————————————————————————
ปล. ขอบคุณพระเจ้าที่ให้หนูมีชีวิตที่มีความสุข
ขอบคุณที่เอาหนูมาหย่อนไว้ตรงนี้ ที่นี่ กับคนพวกนี้
Next station, anything would be just perfect